คานิเจน คือกระบวนการชุบนิกเกิลแบบไม่ใช้ไฟฟ้า ซึ่งสามารถควบคุมความหนาของผิวชุบได้อย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งตัวของชิ้นงาน และยังให้คุณสมบัติที่หลากหลาย เช่น เพิ่มความแข็ง ทนต่อการสึกหรอ ต้านทานการกัดกร่อน เป็นต้น
![]() |
ชุบนิกเกิลแบบไม่ใช้ไฟฟ้า (Kanigen®)คานิเจน คือกระบวนการชุบนิกเกิลโดยไม่ใช้ไฟฟ้า ซึ่งให้ผิวเคลือบที่มีความมันวาวและเรียบทั่วเท่ากันทุกส่วน สามารถเคลือบได้บนวัสดุหลายประเภท และชิ้นงานที่มีรูปแบบหลากลาย ผิวเคลือบคานิเจนมีคุณภาพที่เหนือกว่าในด้านความหนาที่เคลือบได้ทั่วเท่ากันทั้งชิ้นงาน มีผิวเคลือบที่สม่ำเสมอ สามารถต้านทานการกัดกร่อนและการสึกหรอได้ การชุบแบบไม่ใช้ไฟฟ้านี้จะช่วยยืดอายุของตัววัสดุและยังช่วยเพิ่มคุณสมบัติของวัสดุนั้นๆ คำว่า “Kanigen” (คานิเจน) มาจากการผสมคำ 3 คำดังนี้ |
คุณสมบัติเด่น
- ผิวเคลือบมีความเรียบทั่วเท่ากันทุกส่วน
- ผิวเคลือบมีรูพรุนน้อย
- ใช้ได้กับวัสดุเหล็กและอลูมิเนียม
- ผิวเคลือบมีความแข็ง
- สามารถชุบเคลือบผิวได้ทั่วทุกพื้นที่ผิว โดยมีความหนาสม่ำเสมอ แม้ชิ้นงานจะมีรูปร่างซับซ้อนก็ตาม
- สามารถควบคุมความหนาของชั้นเคลือบได้
- สามารถทนต่อการกัดกร่อน
- สามารถทนต่อการสึกหรอ
- สามารถทนต่ออุณหภูมิและสภาวะความเป็นด่างสูง
การใช้งาน
- ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ / มอเตอร์ไซค์
ลูกสูบอลูมิเนียม, ท่อส่ง, ท่อน้ำมันเชื้อเพลิง, เทอร์โบชาร์จเจอร์
ชิ้นส่วนขับเคลื่อนและชิ้นส่วนส่งกำลัง
เพลาเฟือง, เพลา EPS, ชิ้นส่วน CVT, แหวนแยก, พวงมาลัยเพาเวอร์, แผ่นคลัชแคมและฮับ
ชิ้นส่วนช่วงล่าง / เบรก
เบรคลูกสูบ, กระบอกล้อ, ดรัมเบรก, เข็มยึด, ชิ้นส่วน ABS/ASC - ชิ้นส่วนไฟฟ้าและส่วนประกอบ
กรอบตะกั่ว, ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ (เลื่อน, ตัวรอง, ใบพัด), ชิ้นส่วนถุงลมนิรภัย ECU, ชุดควบคุมพลังงาน PCU
ประเภท
คานิเจนการเคลือบผิว ชั้นเคลือบนิกเกิลโดยไม่ใช้ไฟฟ้า เป็นโลหะผสม Ni-P (นิกเกิล-ฟอสฟอรัส) คุณสมบัติ ความหนาของผิวเคลือบสม่ำเสมอ ม
คานิฟรอนการเคลือบผิว ชั้นเคลือบนิกเกิลโดยไม่ใช้ไฟฟ้าที่มีส่วนประกอบของ Polytetrafluoroethylene (PTFE) คุณสมบัติ ผิวเคลือบมีความล
คานิโบรอนการเคลือบผิว ชั้นเคลือบโลหะผสมซึ่งประกอบด้วย Ni (นิกเกิล), P (ฟอสฟอรัส) และ B (โบรอน) คุณสมบัติ ทนความร้อน, ทนแรงกระแทก,
คานิฮัสเตะการเคลือบผิว ชั้นเคลือบโลหะผสมซึ่งประกอบด้วย Ni (นิกเกิล), Co (โคบอลต์), W (ทังสเตน) และ P (ฟอสฟอรัส) คุณสมบัติ มีความแขคำถามที่พบบ่อย
การชุบนิกเกิลแบบไม่ใช้ไฟฟ้า (EN) แตกต่างจากการชุบนิกเกิลด้วยไฟฟ้า (Electroplating) อย่างไรในทางเทคนิคและคุณสมบัติ?
ความแตกต่างหลักคือ EN ไม่ต้องใช้กระแสไฟฟ้า แต่ใช้ปฏิกิริยาเคมีแบบออโตคะตะไลติก (Autocatalytic Reaction) โดยมีสารรีดิวซ์ (เช่น โซเดียมไฮโปฟอสไฟต์) เป็นตัวจ่ายอิเล็กตรอนให้ไอออนนิกเกิล (Ni2+) ซึ่งข้อดีที่สำคัญกว่าคือ:
- ความสม่ำเสมอของชั้นเคลือบ: EN ให้ความหนาของชั้นเคลือบที่สม่ำเสมอทั่วชิ้นงาน แม้ในส่วนที่มีรูปทรงซับซ้อน รู หรือมุมอับ ซึ่งการชุบด้วยไฟฟ้าทำได้ยาก
- คุณสมบัติของผิวเคลือบ: ผิวเคลือบ EN มักเป็นโลหะผสมนิกเกิล-ฟอสฟอรัส (Ni-P) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในด้าน ความต้านทานการกัดกร่อน (Corrosion Resistance) และ ความแข็ง (Hardness) ที่สามารถเพิ่มขึ้นได้อีกด้วยการอบชุบความร้อน
ทำไมปริมาณฟอสฟอรัส (Phosphorus Content) ในชั้นเคลือบ Electroless Nickel Plating (EN) ถึงมีความสำคัญ และมีผลต่อการใช้งานอย่างไร?
ปริมาณฟอสฟอรัสมีผลโดยตรงต่อคุณสมบัติของชั้นเคลือบ EN โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับหลัก ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในช่วงนี้:
- ฟอสฟอรัสสูง (High-Phos: >10% P): ให้ความต้านทานการกัดกร่อนสูงสุด (ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดหรือน้ำเกลือ) และมีคุณสมบัติที่ไม่เป็นแม่เหล็ก (Non-Magnetic)
- ฟอสฟอรัสปานกลาง (Mid-Phos: 5-9% P): ให้ความสมดุลระหว่างความแข็งและความต้านทานการกัดกร่อน
- ฟอสฟอรัสต่ำ (Low-Phos: 1-4% P): ให้ ความแข็งสูงสุด และมีความต้านทานการสึกหรอดีเยี่ยม มักใช้ในงานที่ต้องการความทนทานต่อการเสียดสี
การอบชุบความร้อนหลังการชุบ Electroless Nickel Plating (EN) มีวัตถุประสงค์อะไรบ้าง และส่งผลต่อชั้นเคลือบอย่างไร?
การอบชุบความร้อน (Baking) เป็นขั้นตอนสำคัญหลังการชุบ ENP โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ:
- เพิ่มความแข็ง (Increase Hardness): ความร้อนจะทำให้โครงสร้างอสัณฐาน (Amorphous Structure) ของชั้นเคลือบนิกเกิล-ฟอสฟอรัสเปลี่ยนเป็นโครงสร้างผลึก (Crystalline Structure) ที่ประกอบด้วยผลึก Ni3P ซึ่งจะทำให้ความแข็งเพิ่มขึ้นอย่างมาก และเพิ่มความทนทานต่อการสึกหรอ
- เพิ่มการยึดเกาะ (Improve Adhesion): ความร้อนจะช่วยให้เกิดการแพร่กระจาย (Diffusion) ของอะตอมที่รอยต่อระหว่างชั้นเคลือบและวัสดุหลัก ทำให้การยึดเกาะของชั้นเคลือบกับวัสดุดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวัสดุเหล็กและอะลูมิเนียม


