DELTA-MKS® (เดลต้า-เอ็มเคเอส) เป็นกระบวนการชุบเกล็ดสังกะสี หรือ ชุบซิงค์เฟล็ค (Zinc Flake Coating) หรือ ชุบซิงค์อลูมิเนียม โดยมีคุณสมบัติในการป้องกันสนิมแบบแคโทดิก และไม่มีส่วนประกอบของโครเมียมจึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชั้นเคลือบของเดลต้า-เอ็มเคเอสบางในระดับไมครอน แต่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการกัดกร่อนสูง
![]() |
เกล็ดสังกะสี (Delta-MKS)
DELTA-MKS® (เดลต้า-เอ็มเคเอส) เป็นกระบวนการชุบเกล็ดสังกะสี หรือ ชุบซิงค์เฟล็ค หรือ ชุบซิงค์อลูมิเนียม โดยมีคุณสมบัติในการป้องกันสนิมแบบแคโทดิก และไม่มีส่วนประกอบของโครเมียมจึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชั้นเคลือบของเดลต้า-เอ็มเคเอสบางในระดับไมครอน แต่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการกัดกร่อนสูง จากการทดสอบความต้านการกัดกร่อนโดยการพ่นละอองน้ำเกลือ (Salt spray test) พบว่าการชุบป้องกันสนิมประเภทนี้สามารถป้องกันการกัดกร่อนของโลหะ (การเกิดสนิมแดง) ได้นานถึง 1,500 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นตามความต้องการของลูกค้า DELTA-MKS® (เดลต้า-เอ็มเคเอส) คือ ‘สี’ ที่ประกอบด้วยเกล็ดสังกะสีและเกล็ดอลูมิเนียมเล็กๆ จำนวนมาก ผสมกับตัวทำละลาย ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของ DIN EN ISO 10683 หรือ DIN EN 13858 และเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี Zinc Flake Coating สำหรับการป้องกันการกัดกร่อนของชิ้นงานโลหะ ชั้นเคลือบเกล็ดสังกะสีนี้จะทำหน้าที่ป้องกันชิ้นงานโลหะจากการกัดกร่อนเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆ โดยชั้นเคลือบจะทำหน้าที่สูญเสียอิเล็กตรอนแทนชิ้นงานโลหะ จึงเกิดการกัดกร่อนที่ผิวของชั้นเคลือบแทน เรียกการเคลือบป้องกันสนิมแบบนี้ว่า การป้องกันสนิมแบบแคโทดิก จากการที่ผิวเคลือบลักษณะนี้มีความหนาค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพในการป้องกันสนิม จึงเป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในงานจำพวกสลักภัณฑ์ สกรู น็อต แหวนต่างๆ ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงมีการใช้งานเพิ่มมากขึ้นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เครื่องจักร และพลังงานหมุนเวียน ในกระบวนการชุบเดลต้า-เอ็มเคเอสนั้นจะไม่ทำให้เกิด Hydrogen embrittlement หรือการแตกเปราะจากไฮโดรเจนเลย ด้วยเหตุนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเหล็กเกรด 10.9 และ 12.9 หรือเหล็กที่มีค่าความแข็งสูงในระดับเท่ากับหรือมากกว่า 1,000 MPa ขึ้นไป ผลิตภัณฑ์ DELTA-MKS® แบ่งประเภทออกเป็น Base coat และ Top coat สามารถเลือกใช้งานได้ตามคุณสมบัติที่ต้องการ ตามลักษณะการใช้งาน ตามพื้นที่ที่นำไปใช้งาน หรือตามกลุ่มอุตสาหกรรม Base coat คือ ชั้นเคลือบของเกล็ดสังกะสีที่เคลือบบนผิวชิ้นงานโลหะโดยตรง ซึ่งชั้นนี้จะเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติการป้องกันการกัดกร่อนแบบแคโทดิกด้วย Top coat คือ ชั้นเคลือบที่ช่วยเสริมคุณสมบัติของ basecoat ให้มีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากคุณสมบัติการป้องกันการกัดกร่อน เช่น
|
คุณสมบัติเด่น
- ให้การป้องกันการกัดกร่อนแบบแคโทดิกในระดับสูง (Cathodic corrosion protection)
- ประกอบด้วย base coat และ top coat (อ้างอิงตามสเปคที่ต้องการ)
- มีชั้นเคลือบที่บางมาก โดยทั่วไปความหนาอยู่ที่ 8-12 ไมโครเมตร
- อบที่อุณหภูมิต่ำ (อุณหภูมิสูงสุด 240ºC) จึงไม่ส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติของชิ้นงานโลหะ
- ไม่ทำให้เกิดการแตกเปราะจากไฮโดรเจน (hydrogen embrittlement)
- สามารถทำสีต่างๆ เพิ่มได้ด้วยการเคลือบ top coat
- สามารถปรับค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสำหรับชิ้นงานที่เป็นเกลียว ตามข้อกำหนดของลูกค้าได้
- ไม่มีส่วนประกอบของโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น เฮกซะวาเลนต์โครเมียม (Chromium VI)
- มีคุณสมบัตินำไฟฟ้า
- มีความทนทานต่อสารเคมีสูง
- สามารถเคลือบชิ้นงานที่เป็นเกลียวได้ เนื่องจากมีชั้นเคลือบบาง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อร่องเกลียว
- สอดคล้องกับ EU Directive Vehicle Directive' 2000/53/EC และ Directive Waste Directive' 2002/95/EC
การใช้งาน
การชุบเกล็ดสังกะสีที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการกัดกร่อนของไทยปาร์คเกอร์ไรซิ่งนั้น สามารถใช้ได้กับชิ้นส่วนหลากหลายประเภท ตั้งแต่สกรูตัวเล็กๆ สปริงแบบต่างๆ ไปจนถึงชิ้นส่วนขนาดใหญ่ เช่น ตัวยึดเครื่องยนต์ เป็นต้น และมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์, เครื่องจักรก่อสร้าง, เครื่องจักรกลการเกษตร, การบิน และพลังงานหมุนเวียน (เช่น กังหันลม,โซลาร์เซลล์) เป็นต้น
ทางบริษัทฯ พร้อมนำเสนอวิธีการที่เหมาะสม เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละลูกค้าได้
ตัวอย่าง
- ชิ้นส่วนขนาดใหญ่
- แชสซี
- ระบบเบรก
- สปริง
- สลักภัณฑ์ขนาดเล็ก
- สลักภัณฑ์ขนาดเล็กใหญ่
- น็อต
- ชิ้นงานปั๊มขึ้นรูป
- ตัวยึด, ตัวหนีบ
- ชิ้นงานเหล็กหล่อ
คำถามที่พบบ่อย
เกล็ดสังกะสีต่างจากการชุบสังกะสี (Zinc Plating/Electroplating) อย่างไร?
กระบวนการ: การเคลือบซิงค์เฟลกเป็นกระบวนการที่ไม่ใช้ไฟฟ้า (non-electrolytic process) เช่น การจุ่มเหวี่ยง (dip-spin) หรือการพ่น (spraying) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด ไฮโดรเจนเอ็มบริทเทิลเมนต์ (Hydrogen Embrittlement) โดยเฉพาะในเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง (high-tensile steel) ต่างจากการชุบสังกะสีด้วยไฟฟ้า (electroplating) ที่ใช้กระแสไฟฟ้าและอาจทำให้เกิดไฮโดรเจนเอ็มบริทเทิลเมนต์ได้
ประสิทธิภาพ: โดยทั่วไป ซิงค์เฟลกจะให้การป้องกันการกัดกร่อนที่เหนือกว่าและยาวนานกว่าในการทดสอบสเปรย์เกลือ (Salt Spray Test) ที่ความหนาฟิล์มที่เท่ากัน
คุณสมบัติสำคัญนอกเหนือจากการป้องกันการกัดกร่อนของซิงค์เฟลกโค้ทติ้งคืออะไร?
ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานคงที่ (Constant Coefficient of Friction): เป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับการใช้งานกับชิ้นส่วนที่ต้องขันแน่น เช่น สลักเกลียวและน็อต โดยสามารถปรับค่าแรงเสียดทานให้อยู่ในช่วงที่กำหนดได้ด้วยการใช้ท็อปโค้ท (Topcoat) ที่มีสารหล่อลื่น (lubricant) ร่วมด้วย ความแม่นยำของขนาด: การเคลือบมีความหนาต่ำ (5-15 ไมโครเมตร) ทำให้รักษาความแม่นยำของเกลียว (thread fits) และไม่ทำให้ชิ้นส่วนผิดรูป (no warping)
ซิงค์เฟลกโค้ทติ้งสามารถใช้งานกับเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูง (High-Strength Steel) ได้หรือไม่?
ได้แน่นอน: ซิงค์เฟลกโค้ทติ้งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง เนื่องจากกระบวนการเคลือบนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าหรือกรด จึงทำให้ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฮโดรเจนเอ็มบริทเทิลเมนต์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของการชุบด้วยไฟฟ้ากับวัสดุประเภทนี้
Zinc Flake Coating คืออะไร?
Zinc Flake Coating คือเทคโนโลยีการเคลือบผิวโลหะด้วยเกล็ดสังกะสีและเกล็ดอลูมิเนียม เพื่อเพิ่มความสามารถในการป้องกันการกัดกร่อน โดยชั้นเคลือบจะทำหน้าที่ป้องกันสนิมแบบแคโทดิก เหมาะสำหรับชิ้นส่วนที่ต้องการความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรง
Zinc Flake Coating เหมาะกับชิ้นงานประเภทใด?
Zinc Flake Coating เหมาะสำหรับสกรู น็อต สลักภัณฑ์ สปริง ชิ้นงานปั๊มขึ้นรูป รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร และอุปกรณ์พลังงานหมุนเวียนที่ต้องการการป้องกันการกัดกร่อนในระยะยาว
Zinc Flake Coating สามารถทดแทนการชุบสังกะสีได้หรือไม่?
Zinc Flake Coating และการชุบสังกะสีมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน โดย Zinc Flake Coating เหมาะกับชิ้นงานที่ต้องการความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง มีชั้นเคลือบบาง และไม่ก่อให้เกิดปัญหา Hydrogen Embrittlement ในชิ้นงานที่มีความแข็งแรงสูง





